ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
พุทธมณฑล อ่านว่า พุด-ทะ-มน-ทน
แปลว่า แปลว่า “แดนแห่งพระพุทธศาสนา”

ประกอบด้วย พุทธ + มณฑล

“พุทธ”
บาลีเขียน “พุทฺธ” (มีจุดใต้ ทฺ) อ่านว่า พุด-ทะ
“พุทธ” แปลว่า
ผู้รู้ = รู้สรรพสิ่งตามความเป็นจริง
ผู้ตื่น = ตื่นจากกิเลสนิทรา ความหลับไหลงมงาย
ผู้เบิกบาน = บริสุทธิ์ผ่องใสเต็มที่
แต่เป็นที่เข้าใจกันดีว่าหมายถึง “พระพุทธเจ้า”

“มณฑล”
บาลีเขียน “มณฺฑล” อ่านว่า มัน-ดะ-ละ
“มณฑล” เป็นทั้งบาลีและสันสกฤต
“มณฑล” แปลว่า วง เช่น สุริยมณฑล คือ วงรอบดวงอาทิตย์ จันทรมณฑล คือ วงรอบดวงจันทร์, บริเวณ เช่น มณฑลพิธี, เขตปกครองที่แบ่งออกเป็นส่วน

“มณฑล” ภาษาอังกฤษว่า circle (เซอร์ เคิ่ล)
แปลว่า  วงกลม วงเวียน วงแหวน หรือ สิ่งที่มีรูปเป็นวงแหวน”  นอกจากนี้ Circle ยังแปลว่า “การหมุนวน หรือ วัฎจักร” ก็ได้  แต่เมื่อใดก็ตามที่ Circle เป็นคำกริยา จะแปลว่า “ล้อมรอบ หมุนรอบ โคจรรอบ”

นอกจาก Circle แล้วยังมีคำอีกคำที่เขียนคล้ายๆ กันแล้ว ยังแปลเหมือนกันอีกด้วย คือ Cycle (อ่านว่า ไซ เคิ่ล) แปลว่า “วงจร วัฎจักร หรือ รอบ การหมุนเวียน” หรือ แปลว่า “รถจักรยาน” ก็ได้ 

หากดูจากคำแปลที่เป็นจะเห็นว่าทั้ง Circle และ Cycle มีความหมายที่ใกล้เคียงกันมาก แต่มีหลักในการจำง่ายๆ ถึงความแตกต่างในการใช้งาน นั่นคือคือ  Circle จะใช้กับเรื่องที่เกี่ยวกับ “รูปทรง” ขณะที่ Cycle ใช้กับเรื่องของ “เวลา” หรือ “จักรยาน”


พุทธมณฑล
พุทธมณฑล อันแปลความได้ว่า เป็นเขตแดนที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนาพุทธ การก่อเกิดของพุทธมณฑลนั้นแรกเริ่มเดิมทีเป็นกลยุทธ์ในการใช้พุทธศาสนานำการทหารและการเมือง

ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2  รัฐบาลสมัยจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีการสร้างฐานทัพที่จังหวัดเพชรบูรณ์และเขตปลอดทหารในบริเวณเชื่อมต่อระหว่างจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดสระบุรี ซึ่งเป็นนโยบายรีบด่วนและสำคัญ เพื่อการรบขับไล่ญี่ปุ่น ก็ได้ออกประกาศเป็น พระราชกำหนดจัดระเบียบราชการบริหารนครบาลเพชรบูรณ์ และพระราชกำหนดพุทธบุรีมณฑลขึ้น เพื่อเป็นการปกปิดแผนการสร้างฐานทัพและเขตปลอดทหาร

ถ้าถามรัฐบาลในขณะนั้นว่าจะสร้างทำไม ? ก็จะได้เหตุผลว่าจะ สร้างเพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนา ไม่มีอะไรในกอไผ่ แต่ใน ขณะเดียวกันชาวบ้านก็เชื่อว่ารัฐบาลตั้งใจจะสร้างสถานที่แห่งนี้ ในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 เพื่อเป็นเขตเซฟโซน ประกาศให้โลกรู้ว่าเป็นศาสนสถาน จะได้ไม่โดนถล่มด้วยระเบิดจากฝ่ายสัมพันธมิตร ซึ่งในช่วงเวลานั้นก็ขยันส่งเครื่องบินมากระหน่ำทิ้งบอมบ์ใส่บ้านเราซึ่งฝักไผ่ฝ่ายตรงข้ามกับเขา

จึงดำเนินการจัดสร้างนครศักดิ์สิทธิ์แห่งพระพุทธศาสนา ให้เป็นแหล่งกลางที่ชุมนุมแห่งการศึกษา เสาะค้นพระพุทธศาสนา และปฏิบัติศาสนธรรม เป็นที่รวมประดิษฐานแห่งศาสนวัตถุทั่วราชอาณาจักร และเป็นที่ตั้งแห่งการบริหารพระพุทธศาสนาและคณะสงฆ์ ทั้งเป็นนิวาสมณฑลของพุทธมามกชน ซึ่งมีโครงการสร้างมหาวิทยาลัยสงฆ์เป็นอันดับแรก สร้างพิพิธภัณฑ์สงฆ์เป็นอันดับ 2 และสร้างนิวาสถานเป็นอันดับ 3  แต่เบื้องหลังที่การสร้างพุทธมณฑลนั้น มีบันทึกของจอมพล ป. พิบูลสงคราม เรื่อง การต่อสู้ขัดขวางรอนกำลังญี่ปุ่นและการเตรียมรบญี่ปุ่นขั้นสุดท้าย ลงวันที่ 8 กันยายน พ.ศ. 2488 กล่าวว่า
 
“ญี่ปุ่นได้คิดจะเอาชนะเราในเรื่องนี้ โดยจะเข้าไปอยู่ในพื้นที่หลังแนวรบของกองทัพที่ 2  คือ ระหว่างลพบุรีกับสระบุรี ผมจึงได้เอาพระเข้าช่วยโดยจัดการประกาศสร้างพุทธบุรีมณฑลในบริเวณนี้ทันที”

ความดังกล่าวทำให้เราทราบว่าดำริอันแท้จริง ที่จะจัดตั้งพุทธมณฑลในประเทศไทยขึ้นครั้งแรกนั้น เกิดตั้งแต่ พ.ศ.2487 และมีชื่อว่า “พุทธบุรีมณฑล”

ด้วยเจตนารมณ์ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาประจำชาติ แม้โครงการพุทธบุรีมณฑลจะเกิดด้วยเหตุผลภาวะทางการเมืองเป็นสำคัญ แต่เมื่อใกล้ปีพุทธศักราช 2500 อันเป็นปีที่พุทธศาสนาดำรงมาได้ 2500 ปี หรือ 25 พุทธศตวรรษ ประเทศที่นับถือพุทธศาสนาทั่วโลกต่างก็จัดงานมงคลเฉลิมฉลองในโอกาสนี้

รัฐบาลเห็นชอบจึงได้มีมติ ให้สร้างเป็นพุทธมณฑลมีพื้นที่ 2500 ไร่ ในบริเวณกลางแจ้ง โดยซื้อที่ดินบริเวณตำบลศาลายา อำเภอนครชัยศรี  และตำบลบางกระทึก อำเภอสามพรานจังหวัดนครปฐม เป็นสถานที่ก่อสร้างพุทธมณฑล ภายในบริเวณจะสร้างพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ปางลีลา มีภาพแสดงโดยแกะสลักและจำหลักแสดงถึงพุทธประวัติ  พุทธบัญญัติ พุทธานุ ศาสตร์ต่างๆ รวมทั้งแสดงประวัติศาสตร์ของชาติไทย มีพิพิธภัณฑ์ทางพุทธศาสนา มีสระใหญ่โดยรอบ ประดับด้วยไม้ที่สำคัญทางพุทธศาสนา ให้เป็นสถานที่ร่มรื่นเพื่อให้สัตว์จตุบาท ทวิบาทได้อยู่โดยปลอดภัย

สำหรับพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ปางลีลา ซึ่งจะประดิษฐานเป็นพระประธานพุทธมณฑลนั้น กำหนดขนาดไว้เดิมสูง 2500 นิ้ว ต่อมาเมื่อคณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างพุทธมณฑล นำร่างเสนอของศาสตราจารย์ศิลป์ มาศึกษาและคำนวณตัวเลขต่างๆ เพื่อความเหมาะสม ได้เปลี่ยนความสูงขององค์พระจาก 2,500  นิ้ว มาเป็น  2500 กระเบียด ราวๆ 15.785 เมตร  และเปลี่ยนจากการใช้ทองแดง หรือ ประดับกระจกหุ้มห่อคอนกรีตแกนเหล็ก ซึ่งเป็นมติของคณะกรรมการออกแบบพระพุทธรูป ตามแนวคิดของศาสตราจารย์ศิลป์ ที่ว่า ควรหุ้มห่อคอนกรีตแกนเหล็กด้วยกระเบื้องเคลือบเล็กๆ เหมือนอย่างองค์พระปฐมเจดีย์ หรือหุ้มห่อด้วยอิฐกระจกแวววาวสีทอง  เหมือนอย่างพระศรีรัตนเจดีย์ ที่วัดพระศรีรัตนศาสดาราม มาเป็นการใช้โลหะสำริดหล่อทั้งองค์พระ รวมทั้งปรับปรุงรูปแบบแท่นประดิษฐานใหม่ด้วย

สำหรับนามพระประธานพุทธมณฑลนั้น คณะกรรมการอำนวยการจัดสร้างพุทธมณฑลฝ่ายฆราวาส ได้มีหนังสือที่ ศธ. 0405/10866 ลงวันที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2528 ขอพระราชทานนามพระประธาน ซึ่งกำหนดให้แล้วเสร็จทันการจัดงานเฉลิมฉลองกรุงรัตนโกสินทร์ครบ 200 ปี ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้มีขึ้นระหว่าง วันที่ 4 – 21 เมษายน พ.ศ. 2525  จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานนามพระประธานว่า

“ พระศรีศากยะทศพลญาณ ประธานพุทธมณฑลสุทรรศน์ “
 
วันที่ 25 สิงหาคม พ.ศ. 2525 สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก (วาสน์ วาสโน) ได้เสด็จเป็นองค์ประธานประกอบพิธีเชื่อมพระเศียรกับองค์พระพุทธรูป อันเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการประกอบองค์ จากนั้นจึงทำการรมดำองค์พระพุทธรูปโลหะสำริด แล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2525  และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา  สยามบรมราชกุมารี พระยศในขณะนั้น ได้เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ทรงประกอบพิธีสมโภชพระพุทธรูปพระประธานพุทธมณฑล เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2525


“ รักษาพุทธธรรมให้เต็มหัวใจ “
“ รักษาประเทศไทยให้เป็นพุทธมณฑล “

 

เรียบเรียงโดย
กลุ่มภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
บรรพชา - อุปสมบท
ภาษาไทยเรียกว่า บวช
พระราชาบวช เรียก ทรงพระผนวช

บรรพชา อ่านว่า บัน-พะ-ชา
บรรพชา บาลีเป็น “ปพฺพชฺชา”
ปพฺพชฺชา อ่านว่า ปับ-พัด-ชา
บรรพชา เรียกว่า บวชเณร

“บรรพชา” ใช้เข้าคู่กับคํา “อุปสมบท”

อุปสมบท อ่านว่า อุ-ปะ-สม-บด
อุปสมบท บาลีเป็น “อุปสมฺปทา”
อุปสมฺปทา อ่านว่า อุ-ปะ-สำ-ปะ-ทา
อุปสมบท เรียกว่า บวชพระ


คำว่า บรรพชา ความหมายเดิมหมายถึงการออกจากการครองเรือนไปสู่ความเป็นผู้ไม่มีบ้านเรือน คือเปลี่ยนเพศจากคฤหัสถ์เป็นนักบวช จะเป็นนักบวชในลัทธิศาสนาใดๆ ก็ตาม

การเข้ามาบวชเป็นภิกษุในระยะแรกแห่งการประกาศพระศาสนา ใช้คำเรียกรวมๆ ว่า “บรรพชาอุปสมบท” ต่อมาเมื่อมีการบวชเป็นสามเณร จึงเรียกการบวชเป็นสามเณรว่า “บรรพชา” และเรียกการบวชเป็นภิกษุว่า “อุปสมบท”

อย่างไรก็ตามการบวชเป็นภิกษุหรือ “อุปสมบท” ที่พระพุทธองค์ทรงอนุญาตให้กระทำโดยคณะสงฆ์ อันเป็นแบบแผนที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน ก็จะต้องผ่านขั้นตอนการบวชเป็นสามเณรหรือ “บรรพชา” ก่อนเสมอ แล้วจึงจะบวชเป็นพระต่อไปได้


กลอนขอขมาเพื่อลาบวช
หยาดน้ำตา ไหลนอง อาบสองแก้ม
รอยยิ้มแย้ม เปี่ยมสุข จิตผ่องใส
ปลี้มปิติ เห็นลูกครอง คล้องผ้าไตร
ตามครรไล รอยบาท ศาสดา

เพียงครั้งเดียว ที่หวัง ในชีวิต
ขอตั้งจิต สืบสานพระ ศาสนา
ลูกขอบวช ตามรอย พระสัมมา
เทิดคุณค่า พุทธศาสน์ ปราชญ์บดินทร์

เหนือพระคุณ อื่นใด ในไตรภพ
ฤาจักกลบ พระคุณแม่ ให้ถวิล
ค่าน้ำนม จากอก ที่หลั่งริน
ฤาจักสิ้น แม้นชีพดับ ลับวิญญา

“อุกาสะ” ลูกขอลา ในครานี้
เพียงเพื่อที่ แทนคุณพระ ศาสนา
แทนพระคุณ พ่อแม่ ที่เมตตา
เลี้ยงดูมา จนเติบใหญ่ ใช่จากจร

แม้นเกิดใหม่ เป็นลูก ศากยะ
ใช่ลดละ คำแม่ ที่สั่งสอน
น้ำคำพ่อ ครูอาจารย์ ยังสังวรณ์
ใช่ตัดรอน เรียงร้อย ถ้อยวจี

แม้นพลาดพลั้ง ผิดไป ในครั้งก่อน
ยังอาทร ขอขมา ละศักดิ์ศรี
ขอก้มกราบ แทบบาท พระภูมี
ตัวลูกนี้ ขอลา สถาพร

เอสาหัง ภันเต อุกาสะ
สรณะ พุทธองค์ คงคำสอน
ละกิเลส ตัณหา ละนิวรณ์
คือคำสอน แห่งองค์ พระสัมมา

ขอครองผ้า ผืนนี้ เพียงครั้งหนึ่ง
ขอเพียงพึ่ง บารมี ไตรสิกขา
ครองผ้าทอง กาสายะ พระพุทธา
น้อมบูชา องค์พระ รัตนตรัย

ขอน้ำตา แม่แก้ว อย่ารินหลั่ง
จงหยุดยั้ง ด้วยธรรม นำสดใส
ให้พ่อแม่ มีสุข ปลอดโรคภัย
แม้นลูกไกล ให้สุข สวัสดี

ผ้าผืนนี้ คือธงชัย อรหัต
ประกาศชัด สู่ทาง ธรรมวิถี
กลายเป็นหนึ่ง แห่งไตรรัตน์ หัตถ์บดี
ด้วยบุญนี้ จงพิพัฒน์ สวัดิ์ชัย


ภาพเมื่อครั้งที่ พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงผนวชตั้งแต่ครั้งยังดำรงพระยศเป็นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช มีพระทัยศรัทธาจะอุปสมบทในพระพุทธศาสนา พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร จึงโปรดเกล้าฯให้ทรงผนวชในวันที่ ๖ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๑ ณ พัทธสีมาพระอุโบสถ วัดพระศรีรัตนศาสดาราม


เรียบเรียงโดย
กลุ่มภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
โสมนสฺส แปลว่า ความสุขใจ
โสมนสฺส อ่านว่า โส-มะ -นัด-สะ

คำว่า โสมนัส มี ๒ คำ คำหนึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาบาลีว่า โสมนสฺส (อ่านว่า โส-มะ -นัด-สะ) คำว่า โสมนัส (อ่านว่า โสม-มะ -นัด) อีกคำหนึ่งเป็นชื่อของหวานอย่างหนึ่ง มีลักษณะเป็นขนมอบกรอบ ทำด้วยไข่ขาวตีกับน้ำตาลทรายให้ขึ้นฟู ใส่มะพร้าวขูดเป็นฝอย หยอดเป็นก้อน อบหรือผิงให้กรอบ ขนมชนิดนี้เรียกชื่อแต่เดิมว่า โคมะนัส หรือ โคโค่นัต ซึ่งเป็นคำภาษาอังกฤษ แปลว่ามะพร้าว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ชื่อ โคโค่นัต หรือ โคมะนัส ก็เพี้ยนไปเป็น โสมนัส เขียนเหมือน โสมนัส ที่แปลว่า ความสุขใจ

“โสมนัส” นั้นยังเป็นพระนามของ
สมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี ทรงเป็นปฐมบรมราชอัครมเหสีและพระนางนาฎราชเทวีเพียงพระองค์เดียวในรัชกาลที่ 4 ทรงพระราชสมภพเมื่อวันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2377 เป็นพระธิดาในพระเจ้าบรมวงศ์เธอพระองค์เจ้าลักษณานุคุณกับหม่อมงิ้ว บุตรของนายทองสุขกับนางทองจันทร์ สุวรรณทัต

สำหรับพระบิดาคือ พระองค์เจ้าลักษณานุคุณนั้น ทรงเป็นพระราชโอรสในรัชกาลที่ 3 กับพระสนมเอกคือ เจ้าจอมมารดาบาง (ธิดานายม่วง) ที่มีรูปโฉมสวยงามมาก โดยทรงมีพระเชษฐภคินีร่วมพระมารดาอีก 1 พระองค์คือ พระองค์เจ้าหญิงวิลาศ ซึ่งต่อมาได้สถาปนาเป็นกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ ทั้งนี้หากได้พิจารณาสังเกตถึงพระนามของพระพี่น้อง 2 พระองค์นี้ จะเห็นได้ว่าคงจะทรงต้องมีพระสิริโฉมงดงามตามพระนามที่ปรากฏ

ต่อมาภายหลังเมื่อพระองค์เจ้าลักษณานุคุณ ได้สิ้นพระชนม์ในขณะที่พระองค์ทรงมีพระชนมายุเพียง 22 พรรษาและพระธิดาองค์นี้ทรงมีพระชนมายุเพียง 7 เดือนเท่านั้น ทำให้รัชกาลที่ 3 ในฐานะพระอัยกาทรงโศกเศร้าอาลัยยิ่งนักและได้ทรงมีรับสั่งให้นำพระราชนัดดาน้อยพร้อมหม่อมมารดาเข้ามาอุปการะเลี้ยงดูในพระราชวัง

ในรัชกาลที่ 3 นั้น ทรงมีพระราชนิยมส่วนพระองค์ เมื่อทรงโปรดสายพระโลหิตพระองค์ใด ก็มักจะทรงสร้างวัดพระราชทานกุศลให้ ดังเช่น ทรงโปรดเกล้าสร้างวัดเทพธิดาราม พระราชทานกรมหมื่นอัปสรสุดาเทพ

สำหรับวัดที่รัชกาลที่ 3 สร้างพระราชทานให้พระเจ้าหลานเธอพระองค์เจ้าโสมนัส คือ วัดราชนัดดารามวรวิหาร และยังทรงสร้างโลหะปราสาทไว้ที่วัดแห่งนี้ เพื่อเคียงข้างวัดเทพธิดาราม ซึ่งขณะนั้นพระองค์เจ้าโสมนัสวัฒนาวดีทรงมีพระชนมายุเพียง 10-11 พรรษา
และ ต่อมาภายหลังจากพระนางนาฎราชเทวีพระองค์นี้ทรงสวรรคต รัชกาลที่ 4 ได้ทรงสร้างวัดพระราชทานให้อีกวัดหนึ่งคือ วัดโสมนัสราชวรวิหาร คู่กันกับวัดที่สร้างสำหรับพระองค์เองคือ วัดมกุฏกษัตริยาราม

ภายหลังรัชกาลที่ 3 เสด็จสวรรคต และรัชกาลที่ 4 ได้ทรงขึ้นครองราชย์สมบัตินั้น จะเห็นได้ว่าการขึ้นครองราชย์ของรัชกาลที่ 3 ได้เกิดการแตกแยกและแบ่งฝ่ายระหว่างพระประยูรญาติกับผู้สนับสนุนในการขึ้นครองราชย์ ระหว่างรัชกาลที่ 3 กับรัชกาลที่ 4 กลายเป็นบาดแผลร้าวลึกของความขัดแย้งอย่างสูงตลอดมาเป็นเวลา 27 ปีตลอดรัชสมัยของรัชกาลที่ 3

ด้วยเหตุนี้ จึงได้สร้างประวัติศาสตร์ที่เป็นเหตุแห่งความรักในครั้งนี้ เพื่อความสุขสงบของแผ่นดินเป็นหลักใหญ่

วัดโสมนัสราชวรวิหาร
สร้างขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสร้างพระราชอุทิศสมเด็จพระนางเจ้าโสมนัสวัฒนาวดี เมื่อปี พ.ศ. 2396 ใช้ศิลปะสถาปัตยกรรมแบบไทยในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ ภายในอุโบสถและพระวิหารมีจิตรกรรมฝาผนังอันงดงาม มีคลองผดุงกรุงเกษม ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ขุดขึ้นแล้วเสร็จในปี พ.ศ. 2395 ผ่านทางด้านหน้าของพระอุโบสถ ภายในวัดมีเจดีย์ 2 องค์ เจดีย์องค์ใหญ่ซึ่งภายในบรรจุพระบรมสารีริกธาตุ (เจดีย์ทอง รูปทรงแบบลังกาสีทองเหลืองอร่าม ยอดแหลมสูงเด่นเป็นสง่า สามารถมองเห็นได้ไกลซึ่งเป็นจุดที่นักท่องเที่ยวชาวไทยและชาวต่างชาติแวะเวียนเข้ามาชมความงามและกราบนมัสการกันอยู่มิได้ขาด) และยังมีเจดีย์องค์เล็ก (เจดีย์มอญ) อีกองค์ที่มีลักษณะสวยงามเช่นเดียวกับปรินิพพานสถูปในอินเดีย และหาชมได้ยากเพราะเจดีย์ลักษณะนี้มีเพียง 2 องค์ในประเทศไทย คือ ที่วัดโสมนัสวิหารราชวรวิหาร และที่วัดกันมาตุยาราม อีกองค์หนึ่ง

โคลงสุภาษิตคำพังเพย
ประกอบด้วย โคลงสุภาษิต ๑๑๙ โคลง ซึ่งจารึกอยู่ บนแผ่นศิลา ที่กรอบประตูและหน้าต่าง ในพระวิหาร วัดโสมนัสวิหาร โคลงสุภาษิตเหล่านี้ มีค่าสูงทางจิตรกรรม และศิลาจารึก เกี่ยวกับคำพังเพยของไทย ซึ่งจารึกไว้ ตั้งแต่สร้างวัดนี้ เมื่อปี พ.ศ. ๒๓๙๙ คือ เมื่อประมาณ ๑๕๐ ปีมาแล้ว โคลงสุภาษิตเหล่านี้ มีแต่คำโคลง อยู่บนแผ่นศิลาจารึก พร้อมกับมีภาพจิตรกรรมอธิบายโคลงเหล่านี้ เป็นการอธิบายคำพังเพยของไทยโบราณ ทางเพจพจนานุกรม บาลี-ไทย วัดพระราม ๙ ขอยกมานำเสนอจำนวน ๕ บท จากจำนวน ๒๐ บท ดังนี้

“อย่าหลงสุข”
เหล้นสนุกน์ราร่ำร้อง เริงนัก
ร่างไม่ทนแตกหัก ย่อยสิ้น
ควรคิดหย่อนผ่อนพัก ตามแต่ ควรเฮย
สุขดั่งเท่าปีกริ้น ย่อมน้อยอย่าหลงฯ

“สี่ตีนยังรู้พลาดนักปราชญ์ยังรู้พลั้ง”
สัตว์มีทั้งสี่เท้า ขากราน
ยังเพลี่ยงพลาดเซซาน ห่อนยั้ง
นักปราชญ์เชี่ยวฉลาดชาญ รู้แม่น ยำเฮย
ถามไถ่บางคาบพลั้ง กล่าวเพี้ยนผิดธรรมฯ

“บัวไม่ช้ำน้ำไม่ขุ่น”
นกมากหมู่ใหญ่น้อย กินปลา
หมดไม่เหลือปักษา เฉี่ยวคั้น
น้ำไม่ขุ่นปะทุมา ไป่ย่อย ช้ำเลย
ลาภสิ่งหาชอบนั้น ห่อนร้อนฝูงชนฯ

“อย่าดูถูกว่าช้าง ถีบเบา”
ถูกแต่น้อยลงเทา เท่าล้ม
ผู้เป็นใหญ่โกรธเรา โทษใส่ มากนอ
อย่าหมิ่นควรกรานก้ม กล่าวถ้อยคำหวานฯ

“ผีซ้ำด้ามพลอย”
คนมีทุกข์ขุ่นข้อง ขัดสน
เสียย่อยยับทรัพย์จน เสื่อมม้วย
เพราะเขลาไม่รู้กล การล่อ ลวงนา
โขกที่หัวตัวด้วย คั่งแค้นตนเองฯ

ขอบคุณโคลงสุภาษิต
วัดโสมนัสราชวรวิหาร

ขอบคุณภาพ
คุณลูกแก้ว (สิว์ญาณ์) สิงหเสนี

เรียบเรียงโดย
กลุ่มภาษาบาลีวันละคำ วัดพระราม ๙

วันฉัตรมงคล” หรือ Coronation Day นั้น เป็นวันที่ระลึกในการครบรอบปีที่ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงรับ พระบรมราชาภิเษก เป็นพระมหากษัตริย์แห่งประเทศไทยโดยสมบูรณ์ตามโบราณราชประเพณี พระราชปณิธาน 'เราจะสืบสาน รักษา และต่อยอด และครองแผ่นดินโดยธรรมเพื่อประโยชน์สุขแห่งอาณาราษฎรตลอดไป' ยังคงกึกก้องและประทับอยู่ในความทรงจำของเหล่าพสกนิกร
ความเป็นมาของวันสำคัญนี้ ย้อนกลับไปในรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่4  ทรงมีพระราชดำริว่า วันที่พระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติบรมราชาภิเษกนั้น เป็นมหามงคลสมัยซึ่งประเทศทั้งปวงที่มีพระเจ้าแผ่นดินย่อมนับถือวันนั้นเป็นวันนักขัตฤกษ์มงคลกาล แต่ในกรุงสยามมิได้มีการนักขัตฤกษ์อันใด ครั้งนี้วันบรมราชาภิเษกของพระองค์ ตรงกับสมัยที่เจ้าพนักงานได้สมโภชเครื่องราชูปโภคแต่เดิมมา ควรที่จะมีการสมโภชพระมหาเศวตฉัตรให้เป็นสวัสดิมงคลแก่ราชสมบัติ จึงได้ทรงพระราชดำริจัดการพระราชกุศล พระราชทานชื่อว่า “ฉัตรมงคล” นี้ขึ้น

ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 นั้น พระราชพิธีฉัตรมงคลจัดขึ้นทุกวันที่ 5 พฤษภาคม เพราะทรงประกอบพระราชพิธีบรมราชาภิเษกเมื่อวันที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2493 และทางราชการถือเป็นวันหยุดตามประเพณีวันหนึ่งของประเทศไทย

ต่อมาในรัชกาลที่ 10 พระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ตั้งการพระราชพิธีนี้ขึ้นในวันที่ 4 - 6 พฤษภาคม พ.ศ.2562 โดยพระราชพิธีบรมราชาภิเษกอย่างเป็นทางการจัดขึ้นในวันที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2562 และในปีถัดไปจึงถือให้วันที่ 4 พฤษภาคม เป็นวันฉัตรมงคล ทางราชการถือเป็นวันหยุดตามประเพณีวันหนึ่งของประเทศไทย
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พสกนิกรชาวไทยจึงได้ถือเอาวันที่ 4 พฤษภาคม ของทุกปี เป็นวันฉัตรมงคล เพื่อน้อมรำลึกถึงวันสำคัญนี้

ภาษาบาลีวันละคำวันนี้ขอเสนอคำว่า
“ฉัตรมงคล” เขียนเป็นคำบาลีว่า “ฉตฺตมงฺคล” อ่านว่า ฉัด-ตะ-มัง-คะ-ละ ประกอบด้วยคำว่า ฉตฺต + มงฺคล

“ฉตฺต” แปลว่า ร่ม ทับศัพท์เป็นรูปสันสกฤตว่า ฉัตร

ในภาษาไทย “ร่ม” กับ “ฉัตร” มีความหมายต่างกัน

“ร่ม” คือ สิ่งที่ใช้สำหรับกางกันแดด กันฝน มีด้ามสำหรับถือ

ส่วน “ฉัตร” คือ เครื่องสูงชนิดหนึ่ง มีรูปคล้ายร่มที่ซ้อนกันขึ้นไปเป็นชั้น ๆ ชั้นบนมีขนาดเล็กกว่าชั้นล่างลดหลั่นกันไปโดยลําดับ สําหรับแขวน ปัก ตั้ง หรือเชิญเข้ากระบวนแห่เป็นเกียรติยศ

“มงฺคล” แปลว่า มีฤกษ์งามยามดี, รุ่งเรือง, มีโชคดี, มหกรรมหรืองานฉลอง

ตามหลักพระพุทธศาสนา หมายถึง ธรรมที่นำมาซึ่งความสุขความเจริญ

ตามวัฒนธรรมของชมพูทวีป ตำแหน่งที่พระราชาทรงแต่งตั้ง (รวมทั้งตำแหน่งพระราชาด้วย) จะมี “ฉัตร” ประจำตำแหน่ง ในวาระที่ได้รับฉัตรจะมีพิธีเฉลิมฉลอง เรียกพิธีนี้ว่า “ฉตฺตมงฺคล”

“ฉตฺตมงฺคล – ฉัตรมงคล” เป็นคำที่มีใช้ในคัมภีร์ และเป็นวัฒนธรรมที่มีมาแต่โบราณกาล

ฉัตรเอย ฉัตรมงคล ชุบชูชนม์ชุ่มชื่นฉ่ำ

ขอพรพระแผ่นำ เป็นฉัตรธรรมคุ้มไทยเทอญ

นาถกรณธรรม ๑๐ โดย หลวงพ่อปิยโสภณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษ

งานประพันธ์ พระราชญาณกวี
(กดที่รูปเพื่อดูข้อมูล)

ปลูกรากแก้วศาสนทายาท
(กดที่รูปเพื่อดูข้อมูล)

สติกเกอร์ชุดใหม่ แพนด้า ตาโต
(กดที่รูปเพื่อดาวน์โหลด LINE Sticker)

หรือ แสกน QR CODE

รายได้จากการขายทั้งหมดหลังหักส่วนแบ่งจากLINE เข้าสู่ “กองทุนปิยโสภณ เพื่อยุวชน-คนชรา-อนาถา-ขาดแคลน”

งานประพันธ์ พระราชญาณกวี
(กดที่รูปเพื่อดูข้อมูล)

ปลูกรากแก้วศาสนทายาท
(กดที่รูปเพื่อดูข้อมูล)

สติกเกอร์ชุดใหม่ แพนด้า ตาโต
(กดที่รูปเพื่อดาวน์โหลด LINE Sticker)

หรือ แสกน QR CODE

รายได้จากการขายทั้งหมดหลังหักส่วนแบ่งจากLINE เข้าสู่ “กองทุนปิยโสภณ เพื่อยุวชน-คนชรา-อนาถา-ขาดแคลน”

นาถกรณธรรม ๑๐ โดย หลวงพ่อปิยโสภณ วัดพระราม ๙ กาญจนาภิเษ

งานประพันธ์ พระราชญาณกวี
(กดที่รูปเพื่อดูข้อมูล)

ปลูกรากแก้วศาสนทายาท
(กดที่รูปเพื่อดูข้อมูล)

สติกเกอร์ชุดใหม่ แพนด้า ตาโต
(กดที่รูปเพื่อดาวน์โหลด LINE Sticker)

หรือ แสกน QR CODE

รายได้จากการขายทั้งหมดหลังหักส่วนแบ่งจากLINE เข้าสู่ “กองทุนปิยโสภณ เพื่อยุวชน-คนชรา-อนาถา-ขาดแคลน”

งานประพันธ์ พระราชญาณกวี
(กดที่รูปเพื่อดูข้อมูล)

ปลูกรากแก้วศาสนทายาท
(กดที่รูปเพื่อดูข้อมูล)

สติกเกอร์ชุดใหม่ แพนด้า ตาโต
(กดที่รูปเพื่อดาวน์โหลด LINE Sticker)

หรือ แสกน QR CODE

รายได้จากการขายทั้งหมดหลังหักส่วนแบ่งจากLINE เข้าสู่ “กองทุนปิยโสภณ เพื่อยุวชน-คนชรา-อนาถา-ขาดแคลน”

Typography is the art and technique

Typography is the art and technique of arranging type to make written language legible, readable and appealing when displayed. The arrangement of type involves selecting typefaces, point size, line length, line-spacing (leading), letter-spacing (tracking), and adjusting the space within letters pairs (kerning).